“รักแม่...คำที่ได้บอก ในวันที่แม่ไม่มีโอกาสได้ยิน”

Last updated: Aug 7, 2016  |  1278 Views  |  Blog

“รักแม่...คำที่ได้บอก ในวันที่แม่ไม่มีโอกาสได้ยิน”

“แม่ทุกคน...รักลูก” ประโยคดังกล่าว ฉันได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ แต่ก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก


ฉันอาศัยอยู่กับตาและยายมาตลอด เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน และพวกท่านต่างพากันเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อแสวงหาเงินทอง และความก้าวหน้าให้กับชีวิต ใน 1 ปี ฉันจะเจอกับแม่ราวสามครั้ง คือ ปีใหม่ สงกรานต์ และวันแม่ ตอนเด็ก ฉันน้อยใจค่อนข้างบ่อย เพราะคราใดที่มีงานโรงเรียน ยายจะต้องไปเป็นผู้ปกครอง แทนที่จะเป็นแม่ แต่เมื่อเติบโตขึ้น ฉันก็เรียนรู้ว่าแม่แบกภาระของครอบครัวไว้ เพราะค่าใช้จ่ายทุกบาทของคนในบ้าน แม่เป็นผู้รับผิดชอบ ฉันมองแม่อย่างเข้าใจมากขึ้นตามวุฒิภาวะ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม่ไม่เคยได้เข้ามาอยู่ในใจของฉันเลย




แม่ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพ และซึมซับเอาวิถีคนเมืองมาเต็มขั้น ไม่ได้หมายถึงวัตถุนิยม แต่หมายถึงความแกร่ง ความคล่องตัว และการต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอด ฉันรู้จากยายว่า แม่ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในแห่งหนึ่ง แม่ทำงานหาเงินดูแลทุกคนได้อย่างไม่บกพร่อง ในจุดนี้ทำให้ฉันอดภูมิใจลึกๆ ไม่ได้ ทว่า...อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้ และแม่ไม่ได้เอ่ยปากบอกสักคำ คือ แม่มีคนรักใหม่ ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า แม่แบ่งความสัมพันธ์ระหว่างฉันและ “ผู้ชาย” อีกคนหนึ่งอย่างชัดเจน แต่ฉันก็ไม่ได้คิดมาก เพราะแม่เองก็มีความสุขดี และฉันก็ไม่ได้เดือดร้อน



ทุกอย่างดำเนินเช่นนี้มาเป็นเวลานับสิบปี ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะยาย ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญของฉันและแม่เสียชีวิตลงจากอาการไตวายเฉียบพลัน ฉันรู้สึกราวกับโลกถล่มลงมา เพราะยายคือทุกสิ่ง ในวันนั้นเอง แม่ก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของฉัน ดูเหมือนแม่พยายามทำทุกอย่างแทนยาย แม่ทำอาหาร (แม้จะสู้ยายไม่ได้เลย) แม่มาเก็บห้องอันเละเทะให้ฉัน (ทำไปบ่นไป) แม่ใช้เวลาดูละครกับฉัน (แต่สุดท้ายก็หลับก่อนตลอด) แม่ถ่ายรูปเซลฟี่กับฉัน และอวดว่าแม่สวยกว่า สิ่งใดที่ฉันอยากได้ และแม่เห็นว่าไม่หนักหนาเกินไป เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุค แม่ก็ยินดีซื้อให้ การใช้เวลาด้วยกันระหว่างเรา ทำให้ฉันมองเห็นภาพของแม่ที่พยายามทำให้ทุกอย่างดีขึ้น และทำให้ทุกคนมีความสุข แน่นอน...แม่ยังคงชอบบ่น แต่ในคำบ่น ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงความห่วงใย มันควรจะจบลงด้วยดี ฉันและแม่เข้าใจกัน แต่เปล่าเลย...



หลังจากยายจากไปได้ไม่ถึงปี แม่ก็เริ่มมีอาการเจ็บป่วยเป็นประจำ แต่เป็นอาการไอ ซึ่งแม่และฉันเป็นภูมิแพ้เหมือนกัน ฉันจึงมองเป็นเรื่องปกติ กระทั่งเดือนสิงหาคม บริษัทจัดงานวันแม่ และอนุญาตให้พนักงานพาแม่มาร่วมงานได้ ฉันตัดสินใจชวนแม่ แต่แม่ขอเลื่อนเป็นปีต่อไป เพราะในช่วงนั้นแม่เริ่มไอหนักขึ้น แม้จะเสียดาย แต่ไม่เป็นไร “ยังมีปีต่อไป” “เดี๋ยวปีหน้าก็ได้” ฉันคิดเช่นนี้ และคาดหวังว่า งานวันแม่ของบริษัทจะเป็นการออกงานร่วมกันเป็นครั้งแรกของเราสองคน



ปลายปี แม่เข้าโรงพยาบาล และบอกกับฉันว่า แค่ปอดติดเชื้อ เดี๋ยวก็ออกจากโรงพยาบาลได้ และยืนยันไม่ให้ฉันไปเยี่ยม ตอนนั้นฉันค่อนข้างน้อยใจ เพราะรู้ดีว่า “คนรักของแม่” คงได้ดูแลแม่ แต่แม่กลับปฏิเสธความห่วงใยของฉัน ฉันตัดสินใจไม่โทรหาแม่สามวัน แค่สามวันเท่านั้น ช่วงเช้าวันที่อากาศหนาวจัด ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากลุง พี่ชายแท้ๆ ของแม่ว่า แม่เสียชีวิตแล้วจากโรคมะเร็งปอด!!! มันกะทันหันจนฉันงงไปหมด ฉันเดินทางไปงานศพแม่ที่จังหวัดนนทบุรีโดยที่ยังสับสนด้วยซ้ำว่า กำลังไปงานศพของใคร? และในงานศพของแม่ ฉันก็ได้รู้ความจริงจากปาก “คนรักของแม่”



แม่ป่วยมานานเป็นปี ตอนแรกเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่รักษาจนอาการดีขึ้น ปรากฏว่าเชื้อมะเร็งยังไปถึงปอด โดยที่แม่รู้เรื่องนี้มาตลอด ที่แม่พยายามใช้เวลากับฉันไม่ใช่เพราะอยากแทนที่ยาย แต่เพราะแม่อยากใช้เวลาช่วงสุดท้ายในบทบาทของความเป็น “แม่” เหตุผลที่แม่ไม่อยากให้ฉันมาเยี่ยม เพราะไม่อยากให้เป็นห่วง และแม่เองก็คาดหวังจะได้ไปงานวันแม่กับฉันในปีต่อไปเช่นกัน “แม่น่ะ เขารักหนูมาก หนูเองก็รู้ใช่ไหม” นี่คือสิ่งสุดท้ายที่คนรักของแม่บอกกับฉัน



ไม่...ที่ผ่านมาฉันไม่เคยรู้ แต่วันนี้ได้รู้แล้ว รู้ในวันที่แม่จากไปแบบที่ฉันยังเข้าใจแม่ผิด “หนูรักแม่” ฉันได้แต่เอ่ยคำนี้กับร่างไร้วิญญาณของแม่ ก่อนที่ฝาโลงจะปิดลง และแม่ก็จากฉันไปตลอดกาล...